ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การปฐมพยาบาลเมื่อได้รับพิษจากสารเคมี

การปฐมพยาบาล
เมื่อพบคนที่กินสารพิษ ควรให้การปฐมพยาบาล ก่อนส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลดังนี้
1.รีบทำให้ผู้ป่วยอาเจียน เอาสารพิษออก ถ้ามียาที่ทำให้อาเจียนได้แก่ ไอพีแคกน้ำเชื่อม (Syrup of lpecac)
ก็ให้ผู้ป่วยกิน ผู้ใหญ่ใช้ขนาด 2 ช้อนโต๊ะ เด็ก 1 ช้อนโต๊ะ ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี 2 ช้อนชา ตามด้วยน้ำ
หรือนม 2 แก้ว ถ้าไม่มี ให้ใช้นิ้วล้วงเข้าไปเขี่ยที่ผนังลำคอ หรือใช้ปลายด้ามช้อนหรือไม้กดลิ้นเขี่ยก็ได้
ห้ามทำ ถ้าผู้ป่วยหมดสติ ชัก หรือ กินกรด ด่าง น้ำมันก๊าด เบนซิน หรือทินเนอร์ หรือถ้ายังไม่ทราบชนิดของ
สารพิษ
2. รีบให้ผู้ป่วยดื่มนมหรือน้ำเปล่า 4-5 แก้ว เพื่อให้พิษเจือจาง
ถ้ามียาถ่าน (activated charcoal) เช่น อัลตราคาร์บอน (Ultracarbon) ให้ผู้ป่วยกิน 100-200 เม็ด
เพื่อลดการดูดซึมของสารพิษ ถ้าไม่มี ให้กินไข่ดิบ 5-10 ฟองแทน
สำหรับผู้ป่วยที่กินพาราควอต ให้ดื่มน้ำโคลนจากท้องร่องในสวน (ที่ไม่มีตะปูหรือเศษแก้ว) ซึ่งจะลดพิษ
ของยานี้ ห้ามทำ ถ้าผู้ป่วยหมดสติ หรือชัก
3. รีบพาไปยังโรงพยาบาล ควรนำสารพิษที่ ผู้ป่วยกินหรืออาเจียนออกมาไปให้แพทย์ดูด้วย
4. ถ้าผู้ป่วยหมดสติ หรือชัก ให้ทำการปฐมพยาบาล เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่หมดสติ หรือชัก

การรักษา
เมื่อผู้ป่วยมาที่โรงพยาบาล ควรให้การดูแลรักษา ดังนี้
1. รีบทำให้ผู้ป่วยอาเจียนและให้กินยาถ่าน เช่น เดียวกับที่แนะนำไว้ในเรื่องการปฐมพยาบาล
2. ทำการสวนล้างกระเพาะด้วยสายสวนกระเพาะ
ห้ามทำในรายที่หมดสติ ชัก หรือ กินกรด ด่าง น้ำมันก๊าด เบนซิน หรือ ทินเนอร์
3. ให้การรักษาตามอาการเช่น
- ถ้ามีภาวะขาดน้ำ ช็อก หรือหมดสติ ให้น้ำเกลือ
- ถ้าหายใจลำบากหรือตัวเขียว ให้ออกซิเจน และ อาจต้องเจาะคอช่วยหายใจ
- ถ้ามีภาวะปอดบวมน้ำ (ผู้ป่วยมีอาการหอบ และฟังปอดมีเสียงกรอบแกรบ) ให้ฉีดลาซิกซ์ 1-2 หลอดเข้า
หลอดเลือดดำ
- ถ้าชัก ฉีดไดอะซีแพม 5-10 มก. เข้าหลอดเลือดดำ
- ถ้ามีภาวะเลือดเป็นกรด ฉีดโซเดียมไบคาร์บอเนต
- ถ้ามีภาวะไตวาย อาจต้องทำไดอะไลซิส (dialysis)
- ถ้ามีการติดเชื้อ เช่น ปอดอักเสบ ให้ยาปฏิชีวนะ
4. ให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ เช่น
- ถ้าเกิดจากยาฆ่าแมลงประเภทออร์แกโนฟอสเฟต (ผู้ป่วยจะมีรูม่านตาหดเล็กทั้งสองข้าง) ควรฉีด
อะโทรพีน ขนาด 0.05 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำทุก 5-10 นาที
จนกระทั่งรูม่านตาขยาย และมีอาการคอแห้ง หลังจากนั้นให้ยาต้านพิษ ได้แก่ พราลิดอกไซม์
(Pralidoxime) มีชื่อทางการค้าเช่น 2-PAM, Protopam ขนาด 25 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว
1 กิโลกรัม (สูงสุด 1 กรัม )
ผสมน้ำเกลือ 100 มล. ฉีดเข้าหลอดเลือกดำช้า ๆ ถ้าอาการหายใจยังไม่ดีขึ้นให้ฉีดซ้ำได้ในอีก 30 นาที
ต่อมา (สำหรับผู้ป่วย ที่กินคาร์บาเมตไม่จำเป็นต้องให้พราลิดอกไซม์)
- ถ้าเกิดจากสารหนูให้ยาต้านพิษได้แก่ ไดเมอร์แคปรอล (Dimercaprol) มีชื่อทางการค้า เช่น บีเอแอล
(BAL) โดยฉีดเข้ากล้ามขนาด 3-4 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ชั่วโมงใน 2 วันแรก และให้ทุก
12 ชั่วโมง ติดต่อกันอีก 8 วัน
- ถ้าเกิดจากดีดีที นอกจากสวนล้างกระเพาะด้วยน้ำอุ่นแล้ว ควรให้กินยาระบาย ได้แก่ โซเดียมซัลเฟต
(Sodium sulfate) ขนาด 30 กรัมในน้ำ 200 มล. และให้กินฟีโนบาร์บิทาล เพื่อสงบประสาท
- ถ้าเกิดจากการกินพาราเซตามอลเกินขนาด ดูในหัวข้อ "ย1.2 พาราเซตามอล" ในภาค 3


ข้อแนะนำ
1. ผลการรักษาขึ้นกับชนิดและปริมาณของสารพิษที่ได้รับ สภาพของผู้ป่วย และความรุนแรงของโรค ถ้าหาก
ได้รับการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็มีโอกาสรอดได้
2. ผู้ที่ได้รับสารพิษมักมีอาการแสดงภายใน 36 ชั่วโมง ถ้าหลัง 36 ชั่วโมงไปแล้ว ยังไม่ปรากฏอาการ ก็ถือว่า
ปลอดภัย


การป้องกัน
1. ควรป้องกันมิให้เด็กหยิบยาหรือสารเคมีกินเอง โดยเก็บยาและสารเคมีให้มิดชิด หรือไว้ในที่สูงเกินกว่า
เด็กจะหยิบถึง
2. ควรป้องกันการหยิบยาผิด หรือกินถูกสารพิษโดยความเผอเรอ โดย
2.1 เก็บยาไว้ในที่มิดชิด หรือไว้ในตู้ยาที่เด็กหยิบเองไม่ได้
2.2 เขียนฉลากยาให้ชัดเจน
2.3 สารเคมีที่มีพิษควรเก็บไว้เป็นที่เฉพาะ และ ปิดให้มิดชิด อย่าปะปนกับอาหารที่กิน หรือวางอยู่ใน
ตู้กับข้าว


รายละเอียด
ควรเก็บยาและสารเคมีให้มิดชิด และอยู่ไกลมือเด็ก

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biological marker

ในการดำเนินงานด้านอาชีวเวชศาสตร์นั้น การตรวจยืนยันการสัมผัสสารเคมีด้วยตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biological marker หรือ biomarker) เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง บทความนี้เป็นบทความที่แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา เขียนไว้นานพอสมควรแล้ว เห็นว่าเป็นประโยชน์ จึงจะขอนำมาลงเผยแพร่ไว้ค่ะ ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ  (Biomarker) นพ.วิวัฒน์  เอกบูรณะวัฒน์ แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ รพ.สมิติเวช ศรีราชา บทนำ ในการทำงานทางด้านอาชีวอนามัยนั้น การดูแลสุขภาพผู้ที่สัมผัสสารเคมีต่างๆ ในที่ทำงานถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง ซึ่งการดูแลสุขภาพผู้ที่ทำงานสัมผัสสารเคมีนั้น วิธีหนึ่งคือการเฝ้าระวังทางสุขภาพ ซึ่งหมายถึงการประเมินเป็นระยะ เพื่อจะได้ทราบว่าพนักงานมีความเสี่ยงต่อการสัมผัสสารเคมีจนเป็นอันตรายแล้วหรือยัง เราจะประเมินการสัมผัสสารเคมีของพนักงานได้อย่างไร ? ตอบ : ทำได้โดยใช้ข้อมูลจากหลายทาง คือ สอบถามจากพนักงานโดยตรง (ถามอาการเช่น เคืองตา , เวียนหัว, แสบจมูก ฯลฯ) ตรวจร่างกายพนักงาน (ดูอาการเช่น ซีด , ตัวเหลือง, จิตประสาทสับสน ฯลฯ) ตรวจวัดปริมาณสารเคมีในสิ่งแวดล้อม  (en...

พิษของกรดกัดแก้ว

rofluoric acid โดย นพ.วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์ (4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554) ชื่อ  กรดกัดแก้ว (Hydrofluoric acid) |||||  ชื่ออื่น  Hydrogen fluoride solution สูตรโมเลกุล  HF   |||||  น้ำหนักโมเลกุล  20.01   |||||  CAS Number  7664-39-3   |||||  UN Number  1052 ลักษณะทางกายภาพ  ของเหลว ใส ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ก่อความระคายเคือง คำอธิบาย  กรดกัดแก้ว หรือ กรดไฮโดรฟลูออริก (hydrofluoric acid) คือสารละลายของไฮโดรเจนฟลูออไรด์ (hydrogen fluoride) ในน้ำ มีลักษณะเป็นของเหลว ใส มีกลิ่นฉุนแสบ กรดชนิดนี้นิยมใช้ในการกัดแก้วหรือกระจกให้เป็นลาย พิษของกรดชนิดนี้ มีความรุนแรงและอันตรายอย่างมาก เนื่องจากเมื่อหกรดใส่ผิวหนังแล้ว ไม่เพียงแต่ทำลายเนื้อเยื่อส่วนที่สัมผัสเท่านั้น แต่ยังซึมลึกลงไปกัดกร่อนถึงกระดูกได้ด้วย พิษของกรดกัดแก้ว สามารถรักษาได้ด้วยยาต้านพิษคือแคลเซียมกลูโคเนต (calcium gluconate) ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน  ACGIH TLV (2004): TWA = 0.5 ppm, Ceiling = 2 ppm ||||| NIOSH REL: TWA = 3 ppm, Ceiling = 6 ppm, IDL...

การจัดการขยะติดเชื้อในห้องพยาบาลประจำโรงงาน

จากการจัดการสิ่งแวดล้อมมีข้อกำหนดด้านการจัดการขยะอันตรายอันเกิดจากสิ่งปนเปื้อนในการปฏิบัติการพยาบาล ที่พยาบาลควรมีการจัดการให้สอดคล้องกับ กระบวนการกำจัดขยะในโรงงาน มีการแยกขยะที่ถูกต้อง ตามสัญญลักษณ์ที่เราเลือกใช้คือถุงแดง ขนาดใหญ่กว่าภาชนะบรรจุ หรือถังขยะเล็กน้อย ขนาดเหมาะสมกับปริมาณขยะติดเชื้อ(หรือขยะอันตราย)  เลือกความหนาของพลาสติกให้เหมาะสม ป้องกันการรั่วซึม ภาชนะรองรับต้องมีฝาปิด ชนิดที่ใช้เท้าเหยียบเปิดปิด หรือมีการเปิดปิดได้ตามต้องการโดยไม่มีการสัมผัส วางในตำแหน่งที่ระบุเท่านั้น (ควรชิดฝาด้านใดด้านหนึ่งหรือไม่กีดขวางทางสัญจร) ด้วยเหตุผลที่ว่า ป้องกันการล้มและหกเลอะเทอะ  หลังการใช้งานครบ 12 ชม. ควรรวบปากถุงผูกให้แน่น เปลี่ยนถุงใหม่ ย้ายขยะที่เก็บรวบรวมแล้ว นำไปพักไว้รอการนำไปกำจัด สถานที่พักขยะติดเชื้อควรเป็นที่ปิด จำกัดผู้เข้าถึงและปลอดภัยจากการขุดคุ้ยจากสุนัข การขนย้ายขยะต้องจัดการโดยผู้ได้รับการอบรมการเคลื่อนย้ายขยะอันตราย มีเครื่องป้องกันส่วนบุคคล การจัดเก็บและทางสัญจรขยะ รวมถึงการจัดการหากขยะรั่วซึมหรือ เกิดอุบัติเหตุขณะขนย้าย การกำจัดขยะต้องได้รับการรับ...